สารจากประธานกรรมการ

ในปี 2561 บริษัทยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการให้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นปีที่มีความท้าทายความสามารถของบริษัทในหลายด้านโดยเฉพาะด้านสภาวะเศรษฐกิจอันจะเห็นได้จากการที่กำลังซื้อและการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคที่ยังคงชะลอตัว รวมถึงหนี้ภาคครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง นอกจากนั้นสำหรับอุตสาหกรรมชาพร้อมดื่มยังเป็นปีแรกที่มีการประกาศเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งการประกาศอัตราภาษีใหม่นี้ส่งผลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมชาพร้อมดื่มในประเทศ แต่ด้วยความแน่วแน่และตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่และบริหารกิจการอย่างเต็มความสามารถของผู้บริหารและพนักงานทุกคน รวมทั้งการดำเนินธุรกิจตามแผน “วิสัยทัศน์ 2020” ซึ่งเป็นแผนการดำเนินธุรกิจของกลุ่มบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการเป็นผู้นำทางธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มอย่างยั่งยืนและแข็งแกร่ง โดยบริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องโดยตลอดตั้งแต่ปี 2557 เพื่อสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนและความแข็งแกร่งให้เป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มชั้นนำในภูมิภาคอาเซียนอันประกอบด้วยกลยุทธ์หลัก 5 ประการ ได้แก่

  1. การเติบโต (Growth) คือ การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในด้านรายได้และกำไรให้แก่ธุรกิจอาหารและธุรกิจเครื่องดื่มของบริษัท
  2. ความหลากหลาย (Diversity) คือ การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ให้มีความหลากหลายทั้งประเภทผลิตภัณฑ์ และราคาจำหน่ายรวมถึงการผสานกำลังของบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่หลากหลายภายในกลุ่มธุรกิจ
  3. ตราสินค้า (Brands) คือ การสร้างตราสินค้าให้เป็นที่นิยมและอยู่ในใจผู้บริโภคอย่างยั่งยืน โดยการรักษาความเป็นผู้นำทั้งในตลาดอาหารญี่ปุ่น ชาเขียวและชาพร้อมดื่มในประเทศไทย ผ่านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกิจกรรมการตลาดที่สร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างตราสินค้าให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในต่างประเทศ
  4. การขายและกระจายสินค้า (Reach) คือ การริเริ่มและสรรหาช่องทางการตลาดและการจัดจำหน่ายสินค้าใหม่ ๆ เพื่อให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลายและครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ
  5. ความเป็นมืออาชีพ (Professionalism) คือ การส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร รวมถึงการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในการทำงานเพื่อสร้างเสริมศักยภาพของบุคลากร

การดำเนินการตามกลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทสามารถปรับตัวและมีความพร้อมที่จะรับมือกับสภาพเศรษฐกิจและเงื่อนไขการดำเนินการทางธุรกิจที่เปลี่ยนไป โดยบริษัทยังมีความสามารถในการดำเนินธุรกิจให้เป็นไปในทิศทางที่วางแผนไว้ สอดคล้องกับกลยุทธ์ที่ก่อให้เกิดความร่วมมือและเสริมสร้างพลัง (synergy) ภายในกลุ่มบริษัท ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานในปีที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ โดยในปี 2561 บริษัทมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติรวมจำนวน 1,059 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติจำนวน 1,443 ล้านบาท ในส่วนของยอดขายบริษัทมียอดขายรวมจำนวน 12,596 ล้านบาท คิดเป็นอัตราส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติร้อยละ 8.4 ของยอดขายรวม ลดลงเมื่อเทียบกับอัตราส่วนกำไรสุทธิจากการดำเนินงานปกติ ร้อยละ 10.6 ของยอดขายรวมในปีที่ผ่านมา โดยสาเหตุหลักมาจากการประกาศเก็บภาษีสรรพสามิตและตลาดชาพร้อมดื่มที่หดตัวลงแต่ด้วยสถานะทางการเงินของบริษัทที่มีความมั่นคงและแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการเป็นผู้ผลิตชาเขียวชั้นนำของประเทศไทยและมีตราสินค้าซึ่งเป็นที่รู้จักและอยู่ในความนิยมของผู้บริโภค ซึ่งแสดงถึงศักยภาพความเป็นผู้นำทางการตลาดและได้เสริมสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งทางการเงินของบริษัทที่พร้อมรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคตได้เป็นอย่างดี บริษัทจึงสามารถที่จะรักษาอันดับเครดิตขององค์กรที่ระดับ A+ จากการทบทวนของบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อเดือนตุลาคม 2561

บริษัทยังคงมุ่งเน้นกลยุทธ์ในการสร้างตราสินค้าที่บริษัทได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อคงความเป็นผู้นำทางการตลาด โดยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายในรูปแบบที่สร้างสรรค์ การสร้างความรับรู้ในตราสินค้าผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมทั้งผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งเป็นช่องทางที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าวัยรุ่น ดังจะเห็นได้จากรางวัล “สุดยอดแบรนด์ทรงพลังทางสื่อสังคมออนไลน์” ประจำปี 2561 (Thailand Most Social Powerful Brand 2018) จากนิตยสารแบรนด์เอจ ในฐานะที่โออิชิ เป็นตราสินค้าที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดทางสื่อสังคมออนไลน์ ในกลุ่มชาพร้อมดื่มโดยมีการวัดผลในสี่แพลตฟอร์ม ได้แก่ เฟซบุ๊ก (Facebook) อินสตาแกรม (Instagram) ทวิตเตอร์ (Twitter) และยูทูบ (Youtube) นอกจากนี้บริษัทยังคงศึกษา พัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น “โออิชิ ชาเขียว รสส้มยูซุผสมวุ้นมะพร้าว ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากกลุ่มวัยรุ่น จากความสำเร็จในการดำเนินกลยุทธ์ทางการตลาดในการสร้างตราสินค้าและการศึกษาพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทสามารถครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งทั้งในตลาดชาพร้อมดื่ม (RTD tea market) และชาเขียวพร้อมดื่ม (Pure RTD green tea market) ในอัตราร้อยละ 45.4 และร้อยละ 47 ตามลำดับ ซึ่งส่งผลให้บริษัทได้รับรางวัลสุดยอดตราสินค้าแห่งปี “ซุปเปอร์แบรนด์ ประเทศไทย ประจำปี 2560” (Superbrands Thailand 2017) ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่สาม จากซุปเปอร์แบรนด์ประเทศไทยซึ่งเป็นหน่วยงานอิสระด้านการวัดและประเมินตราสินค้าที่เป็นเลิศด้านการสร้างตราสินค้าที่ผู้บริโภคทั่วประเทศให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นมากที่สุด นอกจากนั้นบริษัทยังได้รับรางวัล “สุดยอดแบรนด์ทรงพลัง” ประจำปี 2561 (The Most Powerful Brands of Thailand 2018) ซึ่งเป็นรางวัลที่ได้รับเป็นปีที่สี่ จากคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะที่โออิชิเป็นตราสินค้าที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุดในกลุ่มชาพร้อมดื่ม สองรางวัลดังกล่าวนี้ช่วยตอกย้ำถึงความเป็นตราสินค้าอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภคที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองกับกระแสความต้องการของผู้บริโภคที่มีความแตกต่างและหลากหลาย

เนื่องจากการประกาศอัตราภาษีใหม่อาจส่งผลให้เกิดการชะลอตัวระยะสั้นต่ออุตสาหกรรมชาพร้อมดื่มในประเทศ บริษัทจึงมุ่งเน้นการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่บริษัทได้ดำเนินการมาโดยตลอดโดยในปัจจุบันชาเขียว โออิชิ ซึ่งถือเป็นชาเขียวพร้อมดื่มชั้นนำที่มีการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่องในราชอาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และประเทศมาเลเซีย นอกจากนี้ ในปีที่ผ่านมาบริษัทได้ให้ความสำคัญในการทำการตลาดในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา อีกทั้งยังมีการส่งออกไปในประเทศอื่นอีกกว่า 25 ประเทศ และเชื่อว่าด้วยความแข็งแกร่งของตราสินค้า บริษัทจะยังมีโอกาสในการขยายการเติบโตในตลาดต่างประเทศได้อีกมาก

ด้วย “วิสัยทัศน์ 2020” ภายใต้กลยุทธ์ 5 ประการส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียพนักงาน และชุมชนที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่ ดังจะเห็นได้จากการดำเนินธุรกิจโดยเน้นนโยบายการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลให้บริษัทได้รับประกาศนียบัตรจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้ผลิตเครื่องดื่มที่มีส่วนช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อีกทั้ง บริษัทได้ช่วยพัฒนาและสร้างการเติบโตร่วมกันกับสังคมและชุมชนในพื้นที่ที่บริษัทดำเนินกิจการอยู่ โดยการเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาและให้ความรู้กับชุมชนเพื่อสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน รวมถึงบริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพและบริการเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจในระยะยาวโดยคำนึงถึงความสำคัญในด้านสุขลักษณะและความปลอดภัยของอาหารสำหรับผู้บริโภค โดยบริษัทได้รับมอบโล่เกียรติคุณ จากการให้การสนับสนุนและร่วมดำเนินงานด้านอาหารปลอดภัยอย่างเข้มแข็งในโครงการ “มหกรรมอาหารปลอดภัย” ประจำปี 2561 ของกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย

ในส่วนของความรับผิดชอบและการดูแลสังคม บริษัทมีเจตนารมณ์ในการดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลและมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยได้กำหนดกลยุทธ์ พัฒนากระบวนการและการทำกิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) อย่างต่อเนื่องทั้งในกระบวนการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม อาทิเช่น การพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และโครงการน้ำดื่มสะอาดที่บริษัทได้ริเริ่มขึ้นในปีนี้ ซึ่งเป็นโครงการที่บริษัทได้เข้าไปปรับปรุงระบบผลิตน้ำดื่มสะอาดให้กับชุมชนโดยรอบโรงงาน ทั้งนี้ เพื่อส่งมอบคุณค่าและสร้างผลกระทบในทางบวกเพื่อให้มั่นใจได้ว่าธุรกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมจะสามารถสร้างการเติบโตร่วมกันได้อย่างยั่งยืน โดยรายละเอียดกิจกรรมและการดำเนินการในด้านดังกล่าวได้แสดงไว้ในหัวข้อรายงานความรับผิดชอบต่อสังคมเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของรายงานประจำปีฉบับนี้

ในนามของคณะกรรมการบริษัท ขอเรียนว่าผู้บริหารและพนักงานทุกคนมีความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่และบริหารงานอย่างดีที่สุดเพื่อนำพาบริษัทให้เจริญเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในธุรกิจเครื่องดื่มและธุรกิจอาหารและธำรงรักษาความเป็นผู้นำทางการตลาดอาหารญี่ปุ่นและธุรกิจชาเขียวภายใต้กลุ่มบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จึงขอให้ท่านได้โปรดให้ความไว้วางใจและสนับสนุนการดำเนินกิจการของผู้บริหารของบริษัทเพื่อความเจริญอย่างยั่งยืนของบริษัทอันจะเป็นผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นทุกท่านตลอดไป

นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล
ประธานกรรมการบริษัท